พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร :: ๒๕๖๐
 |
| พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร |
พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร ปัจจุบันตั้งอยู่บน ถ.หน้าพระธาตุ (อยู่ตรงกลางระหว่าง
มหาวิทยาลัยธรรมศาตร์และ
โรงละครแห่งชาติ) พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร
แห่งนี้เดิมเคยเป็น
"พระราชวังบวรสถานมงคล" หรือ
"วังหน้า" มาก่อน ซึ่งได้สร้างขึ้นเมื่อ พ.ศ.๒๓๒๕ พร้อมกับพระบรมมหาราชวัง เมื่อครั้งสถาปนากรุงรัตนโกสินทร์ พระราชบวรสถานมงคล หรือ "วังหน้า" นี้เคยเป็นที่ประทับของ
พระมหาอุปราชถึง ๕ พระองค์ ได้แก่
- ๑. สมเด็จพระบวรราชเจ้ามหาสุรสิงหนาท สมเด็จพระอนุชาธิราช(น้องชาย) พระบาทสเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช รัชกาลที่ ๑ เมื่อ พ.ศ.๒๓๒๕-๒๓๔๖
- ๒. สมเด็จบวรราชเจ้ามหาเสนานุรักษ์ สมเด็จพระอนุชาธิราช(น้องชาย) พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย รัชกาลที่ ๒ เมื่อ พ.ศ.๒๓๕๒-๒๓๖๐
- ๓. สมเด็จสมเด็จพระบวรราชเจ้ามหาศักดิพลเทพ พระราชโอรสในพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช รัชกาลที่ ๑ เมื่อ พ.ศ.๒๓๖๗-๒๓๗๕
- ๔. พระบาทสมเด็จพระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่หัว พระอนุชาธิราชในพระบามสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๔ เมื่อ พ.ศ.๒๓๙๔-๒๔๐๘
- ๕. สมเด็จกรมพระราชวังบวรวิชัยชาญ พระโอรสในพระบาทสมเด็จพระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่หัว พ.ศ. ๒๔๑๑-๒๔๒๘
**ในสมัย
พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๕ ได้
ยกเลิกตำแหน่ง "พระมหาอุปราช" หลังจาก สมเด็จกรมพระราชวังบวรวิชัยชาญทิวงคต และโปรดเกล้าฯให้ "มิวเซียมหลวง" ณ. ศาลาสหทัยสมาคม ที่ตั้งอยู่ในพระบรมมหาราชวัง ย้ายมาตั้งแสดง ณ.
พระที่นั่งศิวโมกพิมาน,
พระที่นั่งพุทไธสวรรย์ และ
พระที่นั่งอิศราวินิจฉัย ภายใน พระราชบวรสถานมงคล เมื่อ พ.ศ.๒๔๓๐
ครั้ง พ.ศ.๒๔๖๙
พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๗ โปรดเกล้าฯ พระราชทานพระราชมณเฑียรสถานในพระราชบวรสถานมงคลทั้งหมด ให้จัดตั้งเป็น
"พิพิธภัณฑสถานสำหรับพระนคร"และได้เสด็จพระราชดำเนินทรงเปิด เมื่อวันที่ ๑๐ พฤษจิกายน พ.ศ.๒๔๖๘
เมื่อครั้งปลี่ยนแปลงการปกครอง พ.ศ.๒๔๗๕ รัฐบาลได้จัดตั้งกรมศิลปกรขึ้นเมื่อ พ.ศ.๒๔๗๖ และประกาศตั้งเป็น
"พิพิธภัณฑ์สถานแห่งชาติ พระนคร" เมื่อ พ.ศ.๒๔๗๗
กำหนดการเข้าชม พิพิธภัณฑ์แห่งชาติ พระนคร
เปิดให้เข้าชม : วันพุธ-อาทิตย์ และวันหยุดนักขัตฤกษ์ (ยกเว้นวันขึ้นปีใหม่ - วันสงกรานต์)
เวลาทำการ : ๙.๐๐-๑๖.๐๐ น.
อัตราค่าเข้าชม :
คนไทย ๓๐ บาท /
ต่างชาติ ๒๐๐ บาท
**นักเรียน-นักศึกษา,ผู้สูงอายุ ๖๐ ปี ขึ้นไป.พระภิกษุ-สามเณร และนักบวชศาสนาต่างๆ
ไม่เสียค่าเข้าชม
 |
| ป้ายหน้าทางเข้ามี ๒ ภาษา ทั้งไทยและอังกฤษ |
 |
| หลักแสดงถึงระดับน้ำท่วมสูงสุดเมื่อครั้ง พ.ศ.๒๔๘๕ วางอยู่หน้าทางเข้า ฝั่งภาษาอังกฤษ |
เมื่อเข้าไปแล้วให้เราเลี้ยวไปทางซ้ายมือเพื่อซื้อบัครเข้าชมก่อน ซึ่งพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร ที่นี่อนูญาตให้
ถ่ายรูปได้ แต่
ห้ามใช้แฟลช และ
ห้ามถ่ายวิดีโอ เมื่อซื้อบัตรเข้าชมแล้ว เราก็จะได้โบชัวร์หรือเอกสารแนะนำการเข้าชมมาด้วย
 |
| บัตรเข้าชม สำหรับคนไทย ๓๐ บาท / ต่างชาติ ๒๐๐ บาท / นักเรียน-นักศึกษา,ผู้สูงอายุ ๖๐ ปี ขึ้นไป.พระภิกษุ-สามเณร และนักบวชศาสนาต่างๆ ไม่เสียค่าเข้าชม |
 |
| เอกสารแนะนำการเข้าชม ซึ่งบอกถึงประวัติความเป็นมาและแผนผังห้องจัดแสดง |
พระที่นั่งหรืออาคาร ต่างๆในพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนครนี้จะประกอบไปด้วย
- พระที่นั่งศิวโมกขพิมาน (ห้องประวิติศาตร์ชาติไทย)
- พระที่นั่งพุทไธสววรย์
- อาคารมหาสุรสิงหนาท (ประวัติศาสตร์ศิลปะไทย ก่อน พ.ศ. ๑๘)
- อาคารประพาสพิพิธภัณฑ์
- พระที่นั่งอิศราวินิจฉัยและหมู่พระวิมาน
- พระที่นั่งอิศเรศราชานุสรณ์ (แสดงพระราชประวัติพระบาทสมเด็จพระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่หัว)
- โรงราชรถ (โรงเก็บพระราชรถที่ใช้ในพระราชพิธีต่างๆ)
- พระตำหนักแดง
- ศาลาสำราญมุขมาตย์
- พระที่นั่งมังคลาภิเษก
- พระที่นั่งปาฎิหาริย์ทัศไนย
- ศาลาลงสรง
- เก๋งนุกิจราชบริหาร
- หออนุสรณ์เจ้าพระยายมราช
แผนผังในเอกสารแนะนำ จะเริ่มที่
พระที่นั่งศิวโมกขพิมาน(ห้องประวัติศาตร์ชาติไทย) ซึ่งภายในจะเป็นห้องแสดงรูปปั้นสมัยต่างๆ บางชิ้นมี
อายุนับ ๑,๐๐๐ ปีเลยทีเดียว และรวมไปถึง
ศิลาจารึกสมัยพ่อขุนรามคำแหงมหาราชอีกด้วย
 |
| ด้านหน้าพระที่นั่งศิวโมกขพิมานอยู่ใกล้ๆกับจุดขายตั๋ว |
 |
| ภายในพระที่นั่งศิวโมกขพิมาน แอร์เย็น ถ่ายรูปได้ ห้ามใช้แฟลช ห้ามถ่ายวีดีโอ |
 |
| พระพุทธรูปลีลา ศิลปะสุโขทัย พ.ศ.๑๙-๒๐ ( ๖๐๐-๗๐๐ ปี มาแล้ว) |
 |
| พระวิษณุสี่กร พ.ศ.๑๒ (๑,๓๕๐-๑,๔๐๐ ปี มาแล้ว) |
 |
| พระลักษมี พ.ศ.๒๑-๒๒ (๔๐๐-๕๐๐ ปี มาแล้ว) |
 |
| พระโพธิสัตวัอวโลกิเตศวร ครึ่งองค์ พ.ศ.๑๔ (๑,๒๐๐-๑,๒๕๐ ปี มาแล้ว) |
 |
| ศิลาจารึกหลักที่๑ หรือ ศิลาจารึกพ่อขุนรามคำแหงมหาราช มรดกแห่งความทรางจำโลก |
 |
| พระเศียรพระพุทธรูป พ.ศ.๒๑ ( ๕๐๐ ปี มาแล้ว) |
 |
| พระพุทธรูปทรงเครื่องนาคปรก พ.ศ.๑๗ (๙๐๐ ปี มาแล้ว) |
 |
| พระเศียรพระโพธิสัตว์ พ.ศ.๑๓-๑๔ (๑,๒๐๐-๑,๓๐๐ ปี มาแล้ว) |
 |
| แผนหินสลักภาพพระพุทธรูปนาคปรก พ.ศ.๑๓-๑๕ (๑,๓๐๐-๑,๕๐๐ ปี มาแล้ว) |
 |
| หุ่นละคร |
 |
| มงกุฎกษัตรีย์ เจ้าจอมมารดามรกฎมอบให้ พ.ศ.๒๔๓๙ (๑๒๐ ปี มาแล้ว) |
 |
| (ซ้าย)พรโพธิสัตว์เสวยพระชาติเป็นฤษีหรือโยคี พ.ศ.๒๐๐๑ (๕๐๐ ปี มาแล้ว) |
จากนั้นก็พอเดินออกไปจากเห็นศาลาสีทองเด่นอยู่ตรงหน้า ศาลานั้นมีชื่อว่า
ศาลาสำราญมุขมาตย์ ซึ่งศาลานี้เดิมมีชื่อว่า
"พระที่นั่งราชฤดี" เป็นพระที่นั่งโถงสำหรับลงสรงน้ำศักดิ์สิทธิ์ในวโรกาสเฉลิมพระชนมพรรษาและสรงน้ำพระพุทธรูป ในเดือนมีนาคม พ.ศ. ๒๔๔๖
 |
| ศาลาสำราญมุขมาตย์ |
ส่วนด้านซ้ายมือจะเห็นศาลาสีแดงเด่น ซึ่งก็คือ
"พระตำหนักแดง"
 |
| พระตำหนักแดง |
 |
| พระตำหนักแดง |
พระตำหนักแดง สร้างขึ้นภายในพระบรมมหาราชวัง (ด้านหลังพระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท) ในสมัยรัชกาลที่ ๑ เพื่อพระราชทานให้ พระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้ากรมพระศรีสุดารักษ์ พระพี่นางพระองค์น้อย
ต่อมาในสมัย รัชกาลที่ ๓ ทรงโปรดให้รื้อตำหนักแดงไปปลูกที่พระราชวังเดิม(ฝั่งธนบุรี) เป็นที่ประทับของ
สมเด็จพระศรีสุริเยนทราบรมราชินีและสมเด็จพระเจ้าน้องยาเธอ เจ้าฟ้ากรมขุนอิศเรศรังสรรค์ (
พระบาทสมเด็จพระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่หัว) ซึ่งภายหลังถูกแบ่งออกเป็น ๒ ส่วน ส่วนแรกเป็นที่ประทับของสมเด็จพระศรีสุริเยนทราบรมราชินีถูกรื้อไปปลูกเปนกุฏิเจ้าอาวาส
วัดเขมาภิรตาราม จังหวัดนนทบุรี อีกส่วนหนึ่งที่เป็นที่ประทับของพระบาทสมเด็จพระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่หัวถูกรื้อมาปลูกภายใน
พระราชวังบวรสถานมงคลแห่งนี้
เมื่อเวลาผ่านไปตำหนักแดงมีสภาพทรุดโทรมลง
สมเด็จพระศรีสวรินทราบรมราชเทวี พระพันวสาอัยยิกาเจ้า ทรงพระราชทานทรัพย์ส่วนพระองค์ปฏิสังขรณ์ และกรมศิลปกรได้ย้ายตำหนักแดงมาตั้งอยู่ด้านหลังพระที่นั่งศิวโมกขพิมาน ปัจจุบันตำหนักแดงใช้จัดแสดงสิ่งของส่วนพระองค์ในสมเด็จพระศรีสุริเยนทราบรมราชินี
จบจากพระตำหนักแดงแล้ว ก็เดินไปชมต่อที่
พระที่นั่งอิศราวินิจฉัยและหมู่พระวิมานซึ่งได้บันทึกเหตุการณ์และจัดแสดงสิ่งของเครื่องใช้ต่างๆในช่วงของ รัชกาลที่ ๙
 |
| สมุดลงพระนามาภิไธยและเครื่องทรงพระอักษรในพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชและสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ในพิธีเปิดพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ อู่ทอง จังหวัดสุพรรณบุรี เมื่อวันที่ ๑๓ พฤษภาคม พ.ศ.๒๕๐๙ |
 |
| พระเก้าอี้พร้อมโต๊ะเป็นที่ประทับของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชและสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ครั้งเสด็จพระราชดำเนินไปทรงเยี่ยมราษฎร จังหวัดนครราชสีมา เมื่อวันที่ ๒ พฤศจิกายน พ.ศ.๒๔๙๘ |
 |
| คชาภรณ์ คือ เครื่องแต่งกายของช้างเผือกและช้างพระที่นั่ง (ที่จัดแสดงคือของจำลอง) |
 |
| ไถหลวงสำหรับแรกนาขวัญ |
 |
| พระแสงดาบที่พบจากกรุพระปรางค์วัดราชบูรณะ จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ทรงชักดาบออกจากฝัก ครั้งเสด็จเปิดอาคารใหม่ ณ.พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร เมื่อวันที่ ๒๕ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๕๑๐ |
ห้องจัดแสดงต่อไปก็ถือว่าเป็นจุดที่ผู้เข้าชมให้ความสนใจกันมากที่เดียว คือ
"โรงราชรถ" ซึ่งในวันที่ไปชมนั้นทางเจ้าหน้าที่ได้ปิดเป็นบางส่วน เพื่อความสะดวกของเจ้าหน้าที่ที่กำลังบูรณะจัดเตรียมพระราชรถเพื่อให้พร้อมใช้ในงานพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพ
พระบาทสมด็จพระปรมินทรามหาภูมิพลอดุลยเดช ที่จะมีขึ้นในวันที่ ๒๖ ตุลาคม พ.ศ.๒๕๖๐
 |
| ด้านหน้าทางเข้าโรงราชรถ |
 |
| พระยามหาพิซัยราชรถ |
 |
| พระยามหาพิซัยราชรถ |
 |
| พระยามหาพิซัยราชรถและเกริน |
 |
| เจ้าหน้าที่กำลังทำการบูรณะราชรถอื่นๆ นอกจากพระยามหาพิชัยราชรถ |
สำหรับพระยามหาพิชัยราชรถนั้น พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช โปรดเกล้าฯให้สร้างขึ้น ในปี พ.ศ. ๒๓๘๘ ในครั้งถวายพระเพลิงพระบรมอัฐิสมเด็จพระปฐมบรมราชชนกในปี พ.ศ.๒๓๘๙ จากนั้นจึงถือเป็นพระราชประพเณีสืบต่อกันมา
ประวัติการใช้งานพระมหาพิชัยราชรถ
- ปี ๒๓๓๙ - เชิญพระโกศพระบรมอัฐิสมเด็จพระปฐมบรมมหาชนก (พ่อของรัชกาลที่ ๑)
- ปี ๒๓๔๒ - เชิญพระโกศพระศพสมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากรมพระเทพสุดาวดี ในรัชกาลที่ ๑
- ปี ๒๓๕๔ - เชิญพระโกศพระบรมศพพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช
- ปี ๒๓๖๑ - เชิญพระโกศพระศพสมเด็จพระบวรราชเจ้ามหาเสนานุรักษ์
- ปี ๒๓๖๘ - เชิญพระโกศพระบรมศพพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย
- ปี ๒๓๗๑ - เชิญพระโกศพระบรมศพสมเด็จพระอมรินทรามาตย์
- ปี ๒๓๗๖ - เชิญพระโกศพระศพสมเด็จพระบวรราชเจ้ามหาศักดิพลเทพ
- ปี ๒๓๘๐ - เชิญพระโกศพระบรมศพสมเด็จกรมพระศรีสุริเยนทราบรมราชินีในรัชกาลที่ ๒
- ปี ๒๓๘๑ - เชิญพระโกศพระบรมศพสมเด็จพระศรีสุลาลัย พระบรมราชชนนีในรัชกาลที่ ๓
- ปี ๒๓๙๕ - เชิญพระโกศพระบรมศพพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว
- ปี ๒๔๐๙ - เชิญพระโกศพระบรมศพพระบาทสมเด็จพระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่หัว
- ปี ๒๔๑๒ - เชิญพระโกศพระบรมศพพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว
- ปี ๒๔๒๓ - เชิญพระโกศพระศพสมเด็จพระนางเจ้าสุนันทากุมารีรัตน์
- ปี ๒๔๒๘ - เชิญพระโกศพระศพสมเด็จกรมพระราชวังบวรวิชัยชาญ
- ปี ๒๔๓๐ - เชิญพระโกศพระศพสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพาหุรัดมณีมัย ประไพพรรณพิจิตร นริศราชกุมารี
- ปี ๒๔๓๐ - เชิญพระโกศพระศพสมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอ เจ้าฟ้าตรีเพชรุตมธำรง
- ปี ๒๔๕๓ - เชิญพระโกศพระบรมศพพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว
- ปี ๒๕๓๙ - เชิญพระโกศพระบรมศพสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี
- ปี ๒๕๕๑ - เชิญพระโกศพระบรมศพสมเด็จพระพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์
- ปี ๒๕๕๕ - เชิญพระโกศพระศพสมเด็จพระเจ้าภคินีเธอ เจ้าฟ้าเพชรรัตนราชสุดา สิริโสภาพัณณวดี
จบจากส่วนของโรงราชรถแล้ว เราไปต่อที่
พระที่นั่งอิศเรศราชานุสรณ์ กันต่อเลย .. พระที่นั่งอิศเรศราชานุสรณ์ตั้งอยู่ด้านหลังของโรงราชรถ เดินมานิดเดียวก็ถึง
 |
| พระที่นั่งอิศเรศราชานุสรณ์ พระที่นั่งอาคาร ๒ ชั้น โดยก่ออิฐปูน |
สำหรับทริปนี้ขอจบเพียงเท่านี้น่ะครับ สำหรับข้อมูลใดที่ผิดพลาดประการใดต้องขออภัยมา ณ.ที่นี้ด้วยครับ
ห้องพักราคาถูก <<< จองกับอะโกด้าได้ที่นี่ >>>